แนวทางปฏิบัติธรรม
โดย พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์ (นิรันดร์ อภิปุญฺโ)
📖 หนังสือเต็ม 300+ หน้า พร้อมดาวน์โหลด
========================================
คำปรารภ
แนวทางการปฏิบัติธรรมเล่มนี้ เป็นแนวทางอันประเสริฐที่จะใช้เป็นคู่มือการแนะนำในการปฏิบัติธรรม เพื่อนำไปสู่วิถีทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันจะนำไปสู่การรู้แจ้งและพ้นจากความทุกข์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่อ้างอิงจากหลักคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกาต่างๆ
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาธรรมวินัยและฝึกฝนปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน ๔ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๗ ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม เนื้อหาสาระส่วนใหญ่เป็นการแนะนำผู้ปฏิบัติธรรมจากประสบการณ์ของข้าพเจ้า สามารถใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติสำหรับผู้สนใจปฏิบัติธรรม
🔗 [ดาวน์โหลดหนังสือเต็ม] - หนังสือครบถ้วน 12,000+ บรรทัด ในรูปแบบ PDF
========================================
สารบัญ
ปริเฉทที่ ๑ ความเข้าใจเบื้องต้น - การปฏิบัติธรรม...ทำอย่างไร? - ปฏิบัติธรรมไม่ได้...อะไร? - ผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรม - ความยาก ๔ ประการ ปริเฉทที่ ๒ การปฏิบัติธรรม - มหาสติปัฏฐานสูตร - สติปัฏฐาน ๔ ประกอบด้วย ปริเฉทที่ ๓ บทสรุปส่งท้าย - อานิสงส์สติปัฏฐาน========================================
ความเข้าใจเบื้องต้น
การปฏิบัติธรรมคืออะไร?
การปฏิบัติธรรม คือ กระบวนการพัฒนาตนให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ ทางพุทธศาสนาเรียกว่าวิปัสสนา ซึ่งมุ่งเน้นให้มนุษย์ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์สติและปัญญาให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม อันจะนำไปสู่การหมดปัญหาหรือดับทุกข์ในทุกระดับ เป้าหมายของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ก็คือ ความเป็นอิสรภาพจากความทุกข์หรือปัญหาทั้งปวงนั่นเอง
การปฏิบัติธรรม คือ การเป็นอยู่ด้วยธรรม
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสถึงการปฏิบัติธรรมว่าไม่ใช่เพียงแค่คิดหรือนึกถึงธรรมะต่างๆ ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ดังพุทธดำรัสว่า
"ภิกษุในธรรมวินัยนี้สาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอปล่อยให้วันคืนล่วงเลยไป ละการหลีกเร้นอยู่ไม่ประกอบความสงบใจภายใน เพราะการสาธยายธรรมนั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้มากด้วยการสาธยายธรรม ไม่เรียกว่าเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม"
ปฏิบัติ ตามความหมายโดยตรง หมายถึง ทำ คือ ทำทางกาย ทำทางวาจา และทำทางใจ ให้พร้อมกันเป็นองค์หนึ่งเดียว
ทำทางกาย คือการยืน เดิน นั่ง นอน อย่างมีสติ ด้วยการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวช้าๆ (เหมือนคนถือประคองน้ำที่เต็มแก้ว ระมัดระวังไม่ให้น้ำหก) ด้วยการมีสติระลึกรู้ชัดทุกกิริยาอาการ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกประการหนึ่งคือ ภิกษุเมื่อเดินอยู่ย่อมรู้ชัดว่าเดินอยู่ เมื่อยืนอยู่ ย่อมรู้ชัดว่ายืนอยู่ เมื่อนั่งอยู่ ย่อมรู้ชัดว่านั่งอยู่ เมื่อนอนอยู่ ก็ย่อมรู้ชัดว่านอนอยู่ หรือว่า ภิกษุตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดอยู่ ก็ย่อมรู้ชัดด้วยอาการอย่างนั้น"
ทำทางวาจา หมายถึง พูดในใจ สาธยาย บริกรรม อย่างถูกต้อง หมายถึง จิตของผู้ปฏิบัติต้องพูด สาธยายหรือบริกรรมอยู่ในคำใดคำหนึ่งโดยเฉพาะ ให้ตรงกับสภาวธรรมปัจจุบัน ตามที่ปรากฏตามความเป็นจริง
การบริกรรม คือ สิ่งจำเป็นในการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น ซึ่งจะคอยเป็นเครื่องเตือนจิต ให้รู้ว่าขณะนี้จิตมีหน้าที่ที่จะต้องกระทำ คือการระลึกรู้เฝ้าดูอาการที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพื่อไม่ให้จิตนั้นแอบออกไปท่องเที่ยวจนลืมกำหนดสภาวธรรมที่กำลังเกิดขึ้น หรือลืมกายลืมใจของตน
ทำทางใจ คือ การใช้จิตใจไปใส่ใจ(โยนิโสมนสิการ)รู้สภาวธรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการระลึกรู้สภาวธรรมโดยใช้จิตใจเป็นองค์กำหนดรู้
ธรรม คือ ธรรมชาติ ธรรมชาติที่แท้จริง คือ สภาวลักษณะของธาตุ ๔ และธรรมชาติที่เป็นจริง คือ สามัญญลักษณะ รวมทั้งธรรมชาติดั้งเดิม หมายถึง พระนิพพาน
ธรรมชาติที่แท้จริง คือ ลักษณะของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หมายถึง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง หนัก เบา ฯลฯ
ธรรมชาติที่เป็นจริง คือ สามัญญลักษณะ หมายถึง อนิจจลักษณะ ลักษณะของความไม่เที่ยง ทุกขลักษณะ ลักษณะของความเป็นทุกข์ และ อนัตตลักษณะ ลักษณะของความที่ไม่สามารถบังคับบัญชาได้
ธรรมชาติดั้งเดิม หมายถึง พระนิพพาน คือ สภาวธรรมที่ดับทุกข์หรือสภาวที่พ้นจากทุกข์
มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร พระพุทธองค์ตอบว่าไม่ได้อะไรเลย แต่จะสูญเสียสิ่งต่างๆ ได้แก่ ความโกรธ ความเกลียดชัง ความหลง ความทุกข์ ความวิตกกังวล ความกลัวตาย และความเก่าแก่ เมื่อเราสูญเสียสิ่งเหล่านี้แล้ว เราจะเหลือแต่ความสุข ความสงบ ความรัก ความเมตตา และปัญญา
การเข้าใจความหมายเบื้องต้น
การที่เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเข้าสู่การประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ใช่เหตุบังเอิญ หากตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมแล้ว จะทำให้เกิดความก้าวหน้า เกิดการพัฒนาจิตใจ มีความเจริญของปัญญา มีประสบการณ์ต่างๆ โดยตรง จึงมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นไป
ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติได้ดีเป็นเพราะมีศรัทธา มีความเชื่อ มีความเลื่อมใส ในการประพฤติปฏิบัติธรรม เรียกว่าตั้งใจมาปฏิบัติตั้งแต่แรก เมื่อได้ลงมือประพฤติปฏิบัติ ทำตามคำแนะนำที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ทรงตรัสไว้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดผลของการปฏิบัติขึ้นเอง
ในการปฏิบัติธรรมมี ความยาก ๔ ประการ ที่ผู้ปฏิบัติควรจะรู้ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันแก้ไข ความยาก ๔ ประการนี้ ได้แก่
๑. ปุคคลปลิโพธ - ความยากเพราะบุคคล
๒. กิริยาปลิโพธ - ความยากเพราะการงาน
๓. กัมมปลิโพธ - ความยากเพราะกรรม
๔. ธัมมปลิโพธ - ความยากเพราะธรรม
ปุคคลปลิโพธ คือ ความยากเพราะบุคคล มีคนมาขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติธรรม บางครั้งเป็นคนในครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นญาติมิตร ที่ไม่เข้าใจการปฏิบัติธรรม อาจจะมองว่าเป็นการเสียเวลา หรือเป็นการหลีกหนีความรับผิดชอบ การแก้ไขความยากนี้ คือ การสร้างความเข้าใจ อธิบายให้ฟัง หรือหาเวลาที่เหมาะสม
กิริยาปลิโพธ คือ ความยากเพราะการงาน มีงานมากมาย ต้องรีบนี่รีบนั่น ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม การแก้ไข คือ การจัดเวลา การกำหนดลำดับความสำคัญของงาน ให้เวลาสำหรับการปฏิบัติธรรมด้วย
กัมมปลิโพธ คือ ความยากเพราะกรรม มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือความทุกข์ต่างๆ ที่เป็นผลของกรรมเก่า ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ การแก้ไข คือ การอดทน การใช้ความเจ็บปวดเป็นกรรมฐาน ปฏิบัติธรรมตามความสามารถ
ธัมมปลิโพธ คือ ความยากเพราะธรรม ธรรมลึกซึ้ง ยากที่จะเข้าใจ หรือการปฏิบัติไม่เห็นผล ท้อแท้ การแก้ไข คือ การศึกษาเพิ่มเติม การขอคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ การอดทนและเพียรพยายาม
ประโยชน์ของการทราบความยาก ๔ ประการนี้ ทำให้เราเตรียมใจ เตรียมตัว และหาทางป้องกันแก้ไขล่วงหน้า เมื่อเจอปัญหาก็จะไม่ท้อแท้ สามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
ปัจจุบันการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติเพื่อพัฒนาปัญญา ได้รับความสนใจจากสังคมทั่วโลก เนื่องจากทั่วโลกมีคนเป็นทุกข์จากโรคซึมเศร้าราว ๔๕๐ ล้านคน และองค์การอนามัยโลกได้พยากรณ์ไว้ว่า ในปี ๒๐๓๐ โรคซึมเศร้าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจด้านสุขภาพ มากกว่าโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
การปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติทำให้เกิดประสิทธิผลอันน่าพึงพอใจที่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดังเช่น ศ.มาร์ค วิเลี่ยม (Mark Williams) จิตแพทย์แห่งศูนย์การเจริญสติ มหาวิทยาลัย อ๊อกซ์ฟอร์ด ได้ศึกษาวิจัยพบว่า การเจริญสติได้ผลดีในการบำบัดโรคซึมเศร้าที่เริ่มเป็นครั้งแรก และการเจริญสติช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเรื้อรังได้ถึงร้อยละ ๕๐
การปฏิบัติธรรมจะช่วยคลายความตึงเครียดของประสาท เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จะเป็นการฝึกให้จิตใจสงบระงับจากความวิตกกังวล ทำจิตใจให้เป็นหนึ่ง ตั้งมั่น มีสติ ไม่คิดฟุ้งซ่าน จิตใจละจากความพยาบาทอาฆาตมาดร้าย เมื่อนั้น ร่างกายเราก็จะแข็งแรงไม่เจ็บป่วย สมองและประสาทส่วนต่างๆ ก็ได้รับการพักผ่อน
การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้มีสติสัมปชัญญะ คือเมื่อจิตมีสมาธิแล้ว จะทำให้มีอารมณ์เยือกเย็น สุขุม มีสติกำกับให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติงานก็จะมีความรับผิดชอบต่อการงานสูง สามารถแก้ปัญหาการงานและปัญหาชีวิตได้อย่างถูกวิธี เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเสียหายต่องาน
การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็งหนักแน่น ไม่ลังเลสงสัย คือ สามารถสงบจากความคิดที่ฟุ้งซ่านด้วยความคิดที่เป็นหนึ่ง ที่จะวิเคราะห์พิจารณาความเหมาะสมของงาน ทำให้มีเป้าหมายที่แน่นอน จึงเกิดความมุ่งมั่นเพียรพยายามที่จะทำงานให้สำเร็จอย่างแน่วแน่
========================================
การปฏิบัติธรรม
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สติปัฏฐาน ๔ ว่าเป็นธรรมที่ควรเจริญ ดังปรากฎใน ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๐๑-๓๔๐ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑๒/๑๐๕-๑๓๘/๑๐๑-๑๓๑
"ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ"
ทางสายนี้เป็นทางสายเดียวเท่านั้น คำว่า เอกมัคโค แปลว่า ทางเดียวเท่านั้น เพราะไม่มีทางสายอื่นที่มุ่งหน้าไปสู่พระนิพพาน การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่พ้นจากหลักสติปัฏฐาน ๔ ไม่มีเลย
สติ คือ การระลึกได้ ก่อน หมายถึง ก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิด ก่อนยืน ก่อนเดิน ก่อนนั่ง ก่อนนอน ก่อนเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ ฯลฯ
ปัฏฐาน หมายถึง ธรรมที่เป็นหัวหน้า เป็นประธานในสัมปยุตตธรรมทั้งหลายแล้ว (ที่เป็นที่ตั้ง ตั้งอยู่ การตั้งมั่น)ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีกายเป็นต้น
สติปัฏฐาน ๔ จึงหมายถึง ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือการปฏิบัติที่มีสติเป็นประธาน ได้แก่การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามสภาวธรรมที่เป็นจริง การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลายโดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดีและยินร้าย (โมหะ) ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจของกิเลส
การปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องเน้นธรรมที่เป็นปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น ดังพุทธพจน์ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมที่เป็นปัจจุบัน เขาควรพอกพูน (กำหนด) ธรรม (ปัจจุบัน) เช่นนั้นไว้ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน"
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การตั้งสติในกาย
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การตั้งสติในเวทนา
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การตั้งสติในจิต
๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การตั้งสติในธรรม
กายานุปัสสนา - การตั้งสติในกาย
การตั้งสติในกายมี ๑๔ ข้อ ได้แก่
๑. อานาปานสติ - การสังเกตลมหายใจ
๒. อิริยาบถ - การสังเกตท่าทาง
๓. สัมปชัญญะ - การรู้ชัดในกิจกรรม
๔. ปฏิกูลมนสิการ - การพิจารณาความไม่สวยงามของร่างกาย
๕-๑๓. ๙ ศพ - การพิจารณาซากศพในสุสาน
๑๔. ธาตุมนสิการ - การพิจารณาธาตุ ๔
อานาปานสติ - การสังเกตลมหายใจ
อานาปานสติ คือ การสังเกตลมหายใจเข้า-ออก เป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ส่วนใหญ่ใช้ปฏิบัติ เหมาะสำหรับผู้มีจริตทุกประเภท
วิธีปฏิบัติ:
๑. นั่งในท่าที่สบาย หลังตรง ตาปิดหรือค่อยๆ หลับ
๒. หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติ ไม่บังคับ
๓. สังเกตลมหายใจที่ปลายจมูกหรือริมฝีปาก
๔. รู้ว่าหายใจเข้า รู้ว่าหายใจออก
๕. รู้ว่าหายใจยาว รู้ว่าหายใจสั้น
๖. เมื่อจิตวิ่งไปกับความคิด ให้กลับมาสังเกตลมหายใจใหม่
ประโยชน์ของอานาปานสติ:
- ทำให้จิตสงบ เป็นสมาธิ
- ลดความเครียด ความวิตกกังวล
- เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาวิปัสสนา
- สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ ทุกเวลา
อิริยาบถ - การสังเกตท่าทาง
การสังเกตอิริยาบถ ๔ คือ การมีสติในการยืน เดิน นั่ง นอน
การเดินจงกรม:
๑. เลือกทางเดินยาวประมาณ ๑๐-๒๐ ก้าว
๒. เดินช้าๆ ด้วยสติ
๓. กำหนดรู้การยกเท้า ส่งเท้า วางเท้า
๔. เมื่อถึงจุดหมาย หันตัวช้าๆ แล้วเดินกลับ
๕. กำหนดว่า "เดิน เดิน" หรือ "ซ้าย ขวา"
การนั่งสมาธิ:
๑. นั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้
๒. หลังตรง ไม่เกร็ง
ใ. มือวางบนตัก หรือเข่า
๔. กำหนดลมหายใจหรือการพองยุบของท้อง
๕. กำหนดว่า "พอง ยุบ" หรือ "เข้า ออก"
การยืน:
๑. ยืนตรง เท้าแยกพอประมาณ
๒. มือประสานหน้าอกหรือข้างลำตัว
๓. กำหนดรู้การยืน หรือลมหายใจ
๔. กำหนดว่า "ยืน ยืน"
การนอน:
๑. นอนบนข้างขวา เท้าซ้ายทับเท้าขวา
๒. กำหนดลมหายใจหรือการนอน
๓. กำหนดว่า "นอน นอน"
เวทนานุปัสสนา - การตั้งสติในเวทนา
เวทนา คือ ความรู้สึก มี ๓ ประเภท:
๑. สุขเวทนา - ความรู้สึกสบาย พอใจ
๒. ทุกขเวทนา - ความรู้สึกไม่สบาย ไม่พอใจ
๓. อทุกขมสุขเวทนา - ความรู้สึกเป็นกลาง
วิธีปฏิบัติ:
๑. สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติ
๒. เมื่อมีความรู้สึกสบาย กำหนดว่า "สบาย"
๓. เมื่อมีความรู้สึกไม่สบาย กำหนดว่า "ไม่สบาย"
๔. เมื่อไม่มีความรู้สึกพิเศษ กำหนดว่า "กลาง"
๕. สังเกตว่าเวทนาเกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป
ข้อสำคัญ:
- อย่าไปตามใจเวทนา
- อย่าต่อต้านหรือหนีเวทนา
- เพียงแค่รู้และปล่อยวาง
- เห็นความไม่เที่ยงของเวทนา
จิตตานุปัสสนา - การตั้งสติในจิต
การสังเกตสภาวะต่างๆ ของจิต:
๑. จิตมีราคะ หรือไม่มีราคะ
๒. จิตมีโทสะ หรือไม่มีโทสะ
๓. จิตมีโมหะ หรือไม่มีโมหะ
๔. จิตหดหู่ หรือไม่หดหู่
๕. จิตฟุ้งซ่าน หรือไม่ฟุ้งซ่าน
๖. จิตใหญ่ หรือจิตเล็ก
๗. จิตมีสมาธิ หรือไม่มีสมาธิ
๘. จิตหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้น
วิธีปฏิบัติ:
๑. สังเกตสภาวะของจิตในขณะปัจจุบัน
๒. กำหนดตามสภาวะที่ปรากฏ
๓. ไม่ปรุงแต่ง ไม่ปรับปรุง
๔. เพียงแค่รู้และปล่อยไป
ธัมมานุปัสสนา - การตั้งสติในธรรม
การพิจารณาธรรมต่างๆ ได้แก่:
๑. นิวรณ์ ๕ - สิ่งขัดขวางจิต
- กามฉันทะ - ความต้องการทางกาม
- พยาบาท - ความโกรธ เกลียดชัง
- ถีนมิทธะ - ความง่วงเหงาหาวนอน
- อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่าน เสียใจ
- วิจิกิจฉา - ความสงสัย ลังเล
๒. ขันธ์ ๕ - องค์ประกอบของสัตว์
- รูปขันธ์ - ร่างกาย รูปธรรม
- เวทนาขันธ์ - ความรู้สึก
- สัญญาขันธ์ - การรับรู้ จำได้
- สังขารขันธ์ - การปรุงแต่ง คิดพิจารณา
- วิญญาณขันธ์ - การรู้ทั่วไป
๓. อายตนะ ๑๒ - ทวารและอารมณ์
อายตนะภายใน ๖:
- จักขุ - ตา, โสตะ - หู, ฆานะ - จมูก
- ชิวหา - ลิ้น, กายะ - กาย, มนะ - ใจ
อายตนะภายนอก ๖:
- รูป - สี, สัทธะ - เสียง, คันธะ - กลิ่น
- รส - รส, โผฏฐัพพะ - สัมผัส, ธัมมารมณ์ - นามธรรม
๔. โพชฌงค์ ๗ - องค์แห่งการตรัสรู้
- สติสัมโพชฌงค์ - สติ
- ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ - การวิจัยธรรม
- วิริยสัมโพชฌงค์ - ความเพียร
- ปีติสัมโพชฌงค์ - ความปิติ ยินดี
- ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ - ความสงบ
- สมาธิสัมโพชฌงค์ - สมาธิ
- อุเปกขาสัมโพชฌงค์ - ความวางเฉย
๕. อริยสัจ ๔ - ความจริงอันสูงส่วง
- ทุกขสัจ - ความจริงเรื่องทุกข์
- สมุทยสัจ - ความจริงเรื่องเหตุแห่งทุกข์
- นิโรธสัจ - ความจริงเรื่องความดับแห่งทุกข์
- มัคคสัจ - ความจริงเรื่องทางดับทุกข์
การปฏิบัติธัมมานุปัสสนา:
๑. เรียนรู้หลักธรรมเหล่านี้ให้เข้าใจ
๒. สังเกตเมื่อธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในจิต
๓. รู้เมื่อเกิด รู้เมื่อดับ
๔. เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
========================================
บทสรุปส่งท้าย
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐานสูตรไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ วัน เป็นอย่างน้อยหวังได้ว่า เขาพึงหวังผลในปัจจุบันอย่างใดอย่างหนึ่ง ในจำนวนผล ๒ อย่าง คือ
๑. จะได้บรรลุอรหัตตผล
๒. ถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ จะบรรลุอนาคามิผล"
ถัดจากนั้น พระองค์ทรงตรัสเสริมอีกว่า ๗ ปีจงยกไว้ บุคคลผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ตลอด ๖ ปี พึงหวังได้ผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ก็จักเป็นอนาคามี
สรุปว่า สติปัฏฐาน ๔ ประการนี้ เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุเญยธรรม (อริยมรรค) เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน
การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
การปฏิบัติธรรมต้องทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ใช่ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง เปรียบเหมือนการขุดบ่อน้ำ ต้องขุดที่เดียวจนได้น้ำ ไม่ใช่ขุดที่นี้บ้าง ที่นั่นบ้าง จะไม่ได้น้ำเลย
ในการปฏิบัติให้กำหนดเวลาที่แน่นอน เช่น ตื่นเช้าปฏิบัติ ๓๐ นาที ก่อนนอนปฏิบัติ ๓๐ นาที และระหว่างวันก็พยายามมีสติในทุกกิจกรรม
การปฏิบัติที่ถูกต้อง
๑. มีศรัทธา - เชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า
๒. มีสติ - รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ประมาท
๓. มีความเพียร - พยายามอย่างต่อเนื่อง
๔. มีสมาธิ - จิตตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน
๕. มีปัญญา - เห็นความจริงตามที่เป็น
เครื่องช่วยในการปฏิบัติ
๑. ศีล - ประพฤติดี พูดดี คิดดี
๒. สัมมาอาชีวะ - มีอาชีวะสุจริต
๓. สังฆะ - คบคนดี ห่างคนเลว
๔. สัปปายะ - อาหาร ที่อยู่ ที่เหมาะสม
๕. กัลยาณมิตร - เพื่อนทางธรรม ครูบาอาจารย์
อุปสรรคในการปฏิบัติ
๑. ความเกียจคร้าน - แก้ด้วยการตั้งเป้าหมาย
๒. ความสงสัย - แก้ด้วยการศึกษา ถามครู
๓. ความฟุ้งซ่าน - แก้ด้วยการกำหนดอารมณ์กรรมฐาน
๔. ความง่วงนอน - แก้ด้วยการพักผ่อนพอเหมาะ
๕. ความอยากได้ - แก้ด้วยการพิจารณาโทษของกิเลส
ผลของการปฏิบัติ
เมื่อปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้ว จะได้ผลดังนี้:
๑. ใกล้ - ปัญญาเกิดขึ้น เริ่มเห็นความจริง
๒. กลาง - ได้ญาณต่างๆ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
๓. ไกล - บรรลุมรรคผล นิพพาน หลุดพ้นจากวัฏสงสาร
การสำเร็จในการปฏิบัติ
การปฏิบัติธรรมจะสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัย ๔ ประการ:
๑. ปุริสบุรุษ - ต้องเป็นมนุษย์ มีปัญญา
๒. สัทธรรมา - มีพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง
๓. สัจจิรทัตติ - ตั้งใจจริง เอาจริงเอาจัง
๔. ปัญญา - มีปัญญาพิจารณาเห็นผลและโทษ
เมื่อมีปัจจัยครบทั้ง ๔ แล้ว การปฏิบัติธรรมจะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงเป้าหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม เพื่อประโยชน์สุขของตนเองและสัตว์โลกทั้งหลาย
สาธุ สาธุ สาธุ
========================================
สิ้นสุดเล่ม
ด้วยไมตรีธรรม
พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์ (นิรันดร์ อภิปุญฺโ)